
วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556
เคล็ดลับในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย
บทความน่ารู้ เรื่องเคล็ดลับในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย
1.เข้าเว็บไซต์ Office Update เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมปรับปรุงและ Patch ต่างๆ 2.ห้ามเปิดอีเมลหรือไฟล์แนบที่น่าสงสัย ให้ใช้ประโยชน์จากตัวกรองอีเมลขยะที่ยอดเยี่ยมของ Outlook 2003 เพื่อส่งอีเมลที่น่าสงสัยตรงไปยังโฟลเดอร์อีเมลขยะของคุณ 3. ใช้ Windows Security Centre ในการตั้งค่า ดูข้อมูลอย่างชัดเจนของการตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยในคอมพิวเตอร์ของคุณ ที่รวมข้อมูลทุกอย่างไว้ในจอภาพเดียวใน Windows Security Centre โดยคุณสามารถปรับแต่งระดับการป้องกันได้ตามความเหมาะสมสำหรับการใช้งานของ คุณ การตั้งค่าที่ใช้ป้องกันคอมพิวเตอร์ของคุณดังกล่าวจะมีผลกับไฟล์หรือข้อมูล ทั้งหมดที่ส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่วยป้องกันข้อมูลลับทางธุรกิจของคุณ 4. เข้ารหัสข้อมูลที่มีความสำคัญใน เครื่องแล็ปท็อปของคุณหากคุณเดินทางเพื่อทำธุรกิจและใช้เครื่องแล็ปท็อปที่ รันด้วย Windows 2000 Professional หรือ Windows XP Professional ให้ทำการป้องกันการโจรกรรมข้อมูล โดยใช้ Encrypted File System (EFS) เพื่อเข้ารหัสไฟล์และโฟลเดอร์ที่มีความสำคัญ และหากว่าเครื่องแล็ปท็อปของคุณถูกขโมยไป ไฟล์และโฟลเดอร์ของคุณจะได้รับการป้องกันเนื่องจากมีเพียงผู้ที่มีคีย์ถอด รหัสพิเศษเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าใช้ไฟล์ที่เข้ารหัสดังกล่าวได้ 5. ดาวน์โหลดไฟล์ทางอินเทอร์เน็ตเฉพาะจากแหล่งข้อมูลที่ไว้ใจได้เท่า นั้น หากคุณไม่แน่ใจว่าไฟล์ที่กำลังจะดาวน์โหลดมีความปลอดภัยหรือไม่ ให้ดาวน์โหลดไฟล์เหล่านั้นลงในดิสก์ที่แยกต่างหากจากฮาร์ดดิสก์ เช่น ซีดี หรือฟล็อปปี้ดิสก์ จากนั้น คุณก็จะสามารถสแกนไฟล์เหล่านั้นด้วยโปรแกรมสแกนไวรัสได้ 6. ใช้ระบบเข้ารหัสที่ใช้รหัสผ่านเพื่อ ป้องกันไฟล์ในโปรแกรม Office เทคโนโลยีการเข้ารหัสที่ปรับปรุงใหม่ทำให้การรักษาความปลอดภัยด้วยรหัสผ่าน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในโปรแกรม Word 2003 และ Excel 2003 และขยายการเข้ารหัสที่ใช้รหัสผ่านไปใช้กับ PowerPoint 2003 อีกด้วย คุณสามารถเปิดใช้งานการป้องกันไฟล์ด้วยรหัสผ่านได้จากเมนู เครื่องมือ ของโปรแกรมทั้งสามดังกล่าว และวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการเข้าใช้ข้อมูลลับ ทางธุรกิจได้ 7. ล้างข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ของคุณก่อนกำจัดทิ้ง หากคุณได้คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่มาและกำลังจะทิ้งเครื่องเก่าไป ให้ตรวจสอบว่าคุณได้ลบข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางธุรกิจที่สำคัญทิ้งแล้ว ก่อนที่จะกำจัดเครื่องดังกล่าวทิ้ง ซึ่งมิใช่เพียงแค่การลบไฟล์ต่างๆ แล้วตามลบไฟล์เหล่านั้นออกจาก Recycle Bin เท่านั้น แต่หมายถึงการฟอร์แม็ตฮาร์ดดิสก์ใหม่ หรือใช้ซอฟต์แวร์ในการล้างข้อมูลทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์ 8. ใช้ไฟร์วอลล์ หากบริษัท ของคุณใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตชนิดบรอดแบนด์ที่เชื่อมต่อตลอดเวลาอยู่ ให้ติดตั้งไฟร์วอลล์ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันขั้นพื้นฐานสำหรับป้องกันผู้ บุกรุกจากภายนอก ไฟร์วอลล์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1) ไฟร์วอลล์ชนิดซอฟต์แวร์ เช่น Microsoft Internet Connection Firewall ที่มาพร้อมกับ Windows XP Professional ซึ่งจะป้องกันเครื่องที่ซอฟต์แวร์นั้นใช้รันโปรแกรม และ 2) ไฟร์วอลล์ชนิดฮาร์ดแวร์ที่ใช้สกัดกั้นการรับส่งข้อมูลทั้งหมดระหว่างอิน เทอร์เน็ตกับเครือข่ายทั้งหมดของคุณยกเว้นแต่การรับส่งข้อมูลจากผู้ส่งที่ คุณกำหนดไว้เท่านั้น 9. ไม่ใช้เซิร์ฟเวอร์ในการท่องเว็บ เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์บัญชาการของเครือข่ายทั้งหมดของคุณ จึงเป็นที่เก็บข้อมูลทางธุรกิจที่มีความสำคัญ หากเซิร์ฟเวอร์ของคุณถูกบุกรุก ข้อมูลทั้งหมดตลอดจนเครือข่ายทั้งหมดของคุณก็จะได้รับอันตรายด้วย 10. ใช้รหัสผ่านอย่างชาญฉลาด ใช้รหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดาเสมอ โดยมีความยาวอย่างน้อย 8 ตัวอักษรและมีตัวพิมพ์เล็กและตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเลขและสัญลักษณ์ผสมกัน อย่าใช้รหัสผ่านตัวเดียวกันซ้ำๆ กันตลอดเวลา ให้หมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านของคุณเสมอ และหากคุณมีปัญหาในการจำรหัสผ่าน ให้ลองพิจารณาใช้รหัสวลี ซึ่งคุณสามารถใช้ใน Windows 2000 และ Windows XP ได้ ตัวอย่างรหัสวลี เช่น I had pizza for lunch Tuesday ![]() |
Categories
บทความ
Windows 8 ดีอย่างไร
บทความน่ารู้ เรื่องWindows 8 ดีอย่างไร
ใช้ Windows 8 ต้องรู้อะไรบ้าง
อยากทดลองใช้ Windows 8 ต้องรู้อะไรบ้าง เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ค้างคาใจสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้ Windows 8 ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปครับ "ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่เราจะพยายาม" บล๊อกนี้จะอธิบายเกี่ยวกับหน้าตาทั่วไปของ Windwos 8 ครับ
หน้าจอ Lock Screen
เมื่อเราเปิดคอมพิวเตอร์ของเราขึ้นมา หน้าจอที่เราจะเห็นก็คือ Lock Screen ในหน้าจอนี้จะแสดงเนื้อหาจากแอปแบบสดๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ เราจะรู้ว่ามีอีเมลที่ยังไม่ได้อ่าน ตารางนัดหมาย โดยที่เรายังไม่ได้ปลดล๊อคอุปกรณ์
หน้าจอ Start Screen
หน้าจอ Start screen หรือเรียกอีกอย่างว่า Metro UI (Metro User Interface) หลายคนจะงงกับหน้าต่างนี้ว่ามันคือะไรหว่าา หน้านี้ก็คือหน้าที่ได้จัดรวม Application ไว้ด้วยกันครับ เช่น VDO, เกมส์ต่างๆ , รูปภาพ,และอื่นๆอีกมากมายที่รวมเป็น Icon Application ให้เราได้เลือกและสรรหาใช้งานครับ
หน้าจอ Windows Desktop
หน้าจอ Windows Desktop หน้านี้ก็คือหน้าจอปกติของ Windows 7 แหละครับ หน้านี้จะเอาไว้สำหรับเวลาที่เราเปิดพวกโปรแกรมที่เราลงเพิ่ม เช่น MS Office, Photoshop, Winamp, รวมถึงการเข้าไปใช้งานใน Drive มใน การที่เราเปิดโปรแกรมจากหน้า Metro UI บางโปรแกรมจะต้องมาทำงานในหน้าDesktop นี้ แต่บางโปรแกรมที่ไม่ต้องการ Windows desktop เวลาเราเปิดโปรแกรมบนหน้า Metro ก็จะสามารถทำงานได้เลย

หน้า Charms bar เป็นเมนูของ Windows 8 ที่แอบถูกซ่อนไว้ด้านขวาของจอนั่นเอง ซึ่่งเมนูนี้จะซ่อนเอาไว้ทั้งในหน้า Metro UI และ หน้า Windows Desktop เราจะสามารถเห็นได้ก็ต่อเมื่อเอาเมาส์ ไปชี้ที่ด้านข้างขวาของจอ หรือชี้ที่มุมขวาบน ก็จะปรากฏออกมา ส่วนประกอบก็จะมี Search, Share, Start, Devices, Setting ซึ่งแต่ละเมนูก็จะมีความหมายตามเมนูนั้นๆครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้เรียนรู้ส่วนประกอบของ windows 8 หลายอย่าง หวังว่าจะเป็นข้อมูลความรู้และสามารถนำไปใช้กับ windows 8 ได้นะครับ ขอให้สนุกกับ windows 8
อยากทดลองใช้ Windows 8 ต้องรู้อะไรบ้าง เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ค้างคาใจสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้ Windows 8 ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปครับ "ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่เราจะพยายาม" บล๊อกนี้จะอธิบายเกี่ยวกับหน้าตาทั่วไปของ Windwos 8 ครับ
หน้าจอ Lock Screen
เมื่อเราเปิดคอมพิวเตอร์ของเราขึ้นมา หน้าจอที่เราจะเห็นก็คือ Lock Screen ในหน้าจอนี้จะแสดงเนื้อหาจากแอปแบบสดๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ เราจะรู้ว่ามีอีเมลที่ยังไม่ได้อ่าน ตารางนัดหมาย โดยที่เรายังไม่ได้ปลดล๊อคอุปกรณ์
หน้าจอ Start Screen
หน้าจอ Start screen หรือเรียกอีกอย่างว่า Metro UI (Metro User Interface) หลายคนจะงงกับหน้าต่างนี้ว่ามันคือะไรหว่าา หน้านี้ก็คือหน้าที่ได้จัดรวม Application ไว้ด้วยกันครับ เช่น VDO, เกมส์ต่างๆ , รูปภาพ,และอื่นๆอีกมากมายที่รวมเป็น Icon Application ให้เราได้เลือกและสรรหาใช้งานครับ
หน้าจอ Windows Desktop
หน้าจอ Windows Desktop หน้านี้ก็คือหน้าจอปกติของ Windows 7 แหละครับ หน้านี้จะเอาไว้สำหรับเวลาที่เราเปิดพวกโปรแกรมที่เราลงเพิ่ม เช่น MS Office, Photoshop, Winamp, รวมถึงการเข้าไปใช้งานใน Drive มใน การที่เราเปิดโปรแกรมจากหน้า Metro UI บางโปรแกรมจะต้องมาทำงานในหน้าDesktop นี้ แต่บางโปรแกรมที่ไม่ต้องการ Windows desktop เวลาเราเปิดโปรแกรมบนหน้า Metro ก็จะสามารถทำงานได้เลย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้เรียนรู้ส่วนประกอบของ windows 8 หลายอย่าง หวังว่าจะเป็นข้อมูลความรู้และสามารถนำไปใช้กับ windows 8 ได้นะครับ ขอให้สนุกกับ windows 8
Categories
บทความ
7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง
บทความน่ารู้ เรื่อง7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง
สำหรับคนที่อยู่ดีไม่ว่าดีชอบหาเรื่องแผลงๆ มาทดลองและไม่เห็นค่าของความ "อโรคยา"...SHE's smart ก็มีวิธีง่ายๆ มาสนองเจตนารมย์ค่ะ วิธีเหล่านี้ง่ายมากสามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดานี่แหละเป็นอุปกรณ์ แล้วก็ไม่เสียเวลามากด้วย เพราะเราสามารถบั่นทอนสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กับที่นั่งทำงานได้เลย เห็นมั้ยคะว่าสะดวกแค่ไหน ค่อยๆ ทำตามกันไปทีละข้อนะคะ
วิธีที่ 1 ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จอ เพราะระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างดวงตา ของเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 20-24 นิ้ว ดังนั้นถ้าเรายื่นหน้าเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น ดวงตาเราก็จะได้รับทั้งรังสีปริมาณมาก และได้เพ่งจอใกล้ๆ ด้วย ผลที่จะได้ระยะสั้นคือปวดหัว ปวดตา ส่วนระยะยาวคืออาจจะเป็นต้อหินและตาบอดได้ในที่สุดค่ะ
วิธีที่ 2 ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าตา พยายามหันหน้าจอให้มีแสงจ้าๆ สะท้อนเข้าตาเรา เช่น วางจอไว้ใกล้หน้าต่างตอนกลางวัน หรือตั้งโคมไฟไว้ใกล้ๆ หน้าจอ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากจอคอมพิวเตอร์สามารถทำให้ดวงตาของเราเมื่อยล้าได้ ง่ายๆ สมใจค่ะ
วิธีที่ 3 จ้องจอนานๆ พยายามจ้องจอคอมพิวเตอร์ให้มากกว่าครั้งละ 30 นาที ถ้าเริ่มรู้สึกปวดตาเมื่อไหร่แสดงว่าใช้ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึงดวงตาเริ่มล้าแล้ว ทำบ่อยๆ คุณภาพตาจะแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่กระพริบตาเลยจะยิ่งดี เพราะจะทำให้ตาแห้ง แล้วก็แสบตาในที่สุด ส่วนแผนกระจกกรองแสงถ้ามีก็ถอดออกเสีย เพราะจะเป็นการกรองรังสีจากจอ ดวงตาจะปลอดภัยเกินไปค่ะ
วิธีที่ 4 นั่งให้ผิดท่า ชุดเก้าอี้และโต๊ะที่ใช้ถ้าหาแบบที่ต่างระดับกันได้มากๆ จะทำให้ท่านั่งผิดสุขลักษณะ ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรงต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกที่แขน ไหล่ หลัง และคอ และเราสามารถเพิ่มระดับความอักเสบของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นด้วยการนั่งที่ผิด ท่า นั่นก็คือเวลาใช้คอมพิวเตอร์อย่านั่งหลังตรง ให้นั่งค้อมไปข้างหน้าบ้าง แอ่นไปข้างหลังบ้าง
วิธีที่ 5 วางคีย์บอร์ดให้ผิดทาง เวลาพิมพ์งานลองหามุมวางคีย์บอร์ดแล้วทำให้ต้องวางมือยากๆ ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น การพิมพ์ก็ให้กดแป้นพิมพ์ควรกดแป้นพิมพ์แรงๆ เพราะเมื่อทำต่อเนื่องไปนานๆ จะเมื่อยและเจ็บนิ้ว และยังของแถมคือคีย์บอร์ดจะเจ๊งเร็วขึ้น เก้าอี้ที่ใช้ให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีที่ให้วางแขน เพื่อที่แขนจะได้เกร็ง เมื่อเกร็งมากๆ ก็จะเมื่อยแขน ปวดไหล่ ปวดนิ้ว ลามไปถึงคอและหลังได้ด้วย
วิธีที่ 6 กินขนมหน้าคอมฯ ให้ หาขนมมากินขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปด้วย เพราะมีโอกาสที่เศษขนมหรือเกล็ดน้ำตาลจะหล่นลงไปในแป้นคีย์บอร์ด แล้วกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ซึ่งถ้าเราใช้คีย์บอร์ดสลับกับกินขนมครั้งแบบนี้อีก เราอาจจะโชคดีได้ท้องเสีย เพราะนิ้วของเราย่ำยีอยู่กับแหล่งเพาะเชื้อตลอดเวลานั่นเอง
วิธีที่ 7 แช่แข็งตัวเองอยู่หน้าจอ พยายามหาเรื่องอะไรมาทำให้ตัวเองเพลินๆ จะได้นั่งอยู่หน้าเครื่องนานๆ จะได้ลืมให้หมดว่าการที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เครียดจนเมื่อยจนปวด จะได้ลืมว่าควรกินน้ำชั่วโมงละ 1 แก้ว จะได้ลืมว่าถ้าปวดฉี่แล้วไม่ยอมไปห้องน้ำจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
แค่คุณทำตาม 7 วิธีนี้ก็เชื่อว่าสุขภาพคุณคงจะย่ำแย่ลงได้บ้างล่ะค่ะ ถ้าอยากเจ็บป่วยแบบไหนก็เลือกกันตามอัธยาศัยเลยค่ะ เมื่อสุขภาพแย่ลงการทำงานก็จะแย่ลงไปด้วย และในที่สุดชีวิตคุณก็จะอับเฉาลงเรื่อยๆ ด้วย 7 วิธีนี้เราหวังว่าคุณจะสมหวัง
สำหรับคนที่อยู่ดีไม่ว่าดีชอบหาเรื่องแผลงๆ มาทดลองและไม่เห็นค่าของความ "อโรคยา"...SHE's smart ก็มีวิธีง่ายๆ มาสนองเจตนารมย์ค่ะ วิธีเหล่านี้ง่ายมากสามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดานี่แหละเป็นอุปกรณ์ แล้วก็ไม่เสียเวลามากด้วย เพราะเราสามารถบั่นทอนสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กับที่นั่งทำงานได้เลย เห็นมั้ยคะว่าสะดวกแค่ไหน ค่อยๆ ทำตามกันไปทีละข้อนะคะ

วิธีที่ 1 ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จอ เพราะระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างดวงตา ของเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 20-24 นิ้ว ดังนั้นถ้าเรายื่นหน้าเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น ดวงตาเราก็จะได้รับทั้งรังสีปริมาณมาก และได้เพ่งจอใกล้ๆ ด้วย ผลที่จะได้ระยะสั้นคือปวดหัว ปวดตา ส่วนระยะยาวคืออาจจะเป็นต้อหินและตาบอดได้ในที่สุดค่ะ
วิธีที่ 2 ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าตา พยายามหันหน้าจอให้มีแสงจ้าๆ สะท้อนเข้าตาเรา เช่น วางจอไว้ใกล้หน้าต่างตอนกลางวัน หรือตั้งโคมไฟไว้ใกล้ๆ หน้าจอ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากจอคอมพิวเตอร์สามารถทำให้ดวงตาของเราเมื่อยล้าได้ ง่ายๆ สมใจค่ะ
วิธีที่ 3 จ้องจอนานๆ พยายามจ้องจอคอมพิวเตอร์ให้มากกว่าครั้งละ 30 นาที ถ้าเริ่มรู้สึกปวดตาเมื่อไหร่แสดงว่าใช้ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึงดวงตาเริ่มล้าแล้ว ทำบ่อยๆ คุณภาพตาจะแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่กระพริบตาเลยจะยิ่งดี เพราะจะทำให้ตาแห้ง แล้วก็แสบตาในที่สุด ส่วนแผนกระจกกรองแสงถ้ามีก็ถอดออกเสีย เพราะจะเป็นการกรองรังสีจากจอ ดวงตาจะปลอดภัยเกินไปค่ะ
วิธีที่ 4 นั่งให้ผิดท่า ชุดเก้าอี้และโต๊ะที่ใช้ถ้าหาแบบที่ต่างระดับกันได้มากๆ จะทำให้ท่านั่งผิดสุขลักษณะ ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรงต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกที่แขน ไหล่ หลัง และคอ และเราสามารถเพิ่มระดับความอักเสบของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นด้วยการนั่งที่ผิด ท่า นั่นก็คือเวลาใช้คอมพิวเตอร์อย่านั่งหลังตรง ให้นั่งค้อมไปข้างหน้าบ้าง แอ่นไปข้างหลังบ้าง
วิธีที่ 5 วางคีย์บอร์ดให้ผิดทาง เวลาพิมพ์งานลองหามุมวางคีย์บอร์ดแล้วทำให้ต้องวางมือยากๆ ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น การพิมพ์ก็ให้กดแป้นพิมพ์ควรกดแป้นพิมพ์แรงๆ เพราะเมื่อทำต่อเนื่องไปนานๆ จะเมื่อยและเจ็บนิ้ว และยังของแถมคือคีย์บอร์ดจะเจ๊งเร็วขึ้น เก้าอี้ที่ใช้ให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีที่ให้วางแขน เพื่อที่แขนจะได้เกร็ง เมื่อเกร็งมากๆ ก็จะเมื่อยแขน ปวดไหล่ ปวดนิ้ว ลามไปถึงคอและหลังได้ด้วย
วิธีที่ 6 กินขนมหน้าคอมฯ ให้ หาขนมมากินขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปด้วย เพราะมีโอกาสที่เศษขนมหรือเกล็ดน้ำตาลจะหล่นลงไปในแป้นคีย์บอร์ด แล้วกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ซึ่งถ้าเราใช้คีย์บอร์ดสลับกับกินขนมครั้งแบบนี้อีก เราอาจจะโชคดีได้ท้องเสีย เพราะนิ้วของเราย่ำยีอยู่กับแหล่งเพาะเชื้อตลอดเวลานั่นเอง
วิธีที่ 7 แช่แข็งตัวเองอยู่หน้าจอ พยายามหาเรื่องอะไรมาทำให้ตัวเองเพลินๆ จะได้นั่งอยู่หน้าเครื่องนานๆ จะได้ลืมให้หมดว่าการที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เครียดจนเมื่อยจนปวด จะได้ลืมว่าควรกินน้ำชั่วโมงละ 1 แก้ว จะได้ลืมว่าถ้าปวดฉี่แล้วไม่ยอมไปห้องน้ำจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
แค่คุณทำตาม 7 วิธีนี้ก็เชื่อว่าสุขภาพคุณคงจะย่ำแย่ลงได้บ้างล่ะค่ะ ถ้าอยากเจ็บป่วยแบบไหนก็เลือกกันตามอัธยาศัยเลยค่ะ เมื่อสุขภาพแย่ลงการทำงานก็จะแย่ลงไปด้วย และในที่สุดชีวิตคุณก็จะอับเฉาลงเรื่อยๆ ด้วย 7 วิธีนี้เราหวังว่าคุณจะสมหวัง
Categories
บทความ
วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556
พฤติกรรมต้องเปลี่ยน ถ้าไม่อยากเพลียแต่เช้า

พฤติกรรมต้องเปลี่ยน ถ้าไม่อยากเพลียแต่เช้า
บทความสุขภาพ เคยมั้ย…นอนก็เต็มที่ แต่พอสายๆ หน่อยกลับรู้สึกหมดพลังซะแล้ว? บางทีอาจจะเป็นเพราะเรื่องเล็กๆ พวกนี้ก็ได้นะ
ดื่มกาแฟเร็ว/ช้าเกินไป ก่อนยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ หันมองนาฬิกาสักหน่อยนะ สตีเวนมิลเลอร์ นักศึกษาปริญญาเอกด้านประสาท-วิทยาจาก Uniformed Services University of Health Sciences พบว่าหลังคุณลุกจากเตียงประมาณหนึ่งชั่วโมง พลังงานจะดร็อปลงไปมากที่สุด หากดื่มกาแฟในช่วงนั้น คุณจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ยาวไปถึงช่วงบ่ายเลย
กินข้าวเช้าเบาไปมั้ย? น้ำเต้าหู้หนึ่งแก้ว หรือโยเกิร์ตสักถ้วยกับผลไม้สดดูเป็นอาหารเช้าสุดเฮลตี้ แต่ไม่ดีอย่างที่คิดหรอกนะ ดร. มิเชลล์ ดาเวนพอร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการบอกว่า อาหารเช้าที่ดีจริงต้องครบ 5 หมู่และให้พลังงานอย่างน้อย 450 แคลอรี คุณจะได้อิ่มยาวและสดชื่นไปจนถึงกลางวัน
เลิกคว้าโทรศัพท์ตั้งแต่ลืมตาตื่น ดร. เมลิสสา แม็กครีรีย์ บอกว่าการเข้าสู่โลกโซเชียลหรือเช็กอีเมล์ตั้งแต่ลืมตาตื่น จะทำให้คุณรู้สึกเครียด เหนื่อย และเพลีย ไปทั้งวัน เปลี่ยนไปเป็นทำอะไรชิลล์ๆ อย่างออกกำลังกายเบาๆ จิบชา หรือเมาท์มอยกับเพื่อนๆ จะดีกว่า
อ้างอิง http://women.thaiza.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99-%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2/282917/
Categories
บทความ
เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ
เห็ด ก็ถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดยอดเยี่ยมที่เราๆรู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้วและยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอีกด้วย ซึ่งเห็ดก็มีหลายชนิดหลากรสชาติแตกต่างกันออกไป แต่เห็ดทุกๆชนิดก็ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าทางอาหารด้วยกันทั้งสิ้น

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ
และในยุคนี้ที่กระแสอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรงจึงทำให้หลายๆคนหันมาให้ความสนใจกับเห็ดเป็นพิเศษ เพราะว่าเห็ดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติดี ปรุงง่าย นำไปประกอบอาหารได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น ผัด ต้ม และที่สำคัญเห็ดนั้นสามารถเข้ากับส่วนผสมอื่นหลายๆอย่างได้อย่างเอร็ดอร่อยและลงตัว
เห็ดมีให้เลือกมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดมีรสชาติต่างกัน เช่น เห็ดหอม เห็ดหูหนู เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดเข็มทอง เห็นเออรินจิ เห็ดปุยฝ้าย เห็ดโคน เห็ดถอบ เห็ดแชมปิญอง รวมไปถึงเห็ดพื้นบ้านอีกหลายชนิด เช่น เห็ดขมิ้น เห็ดกระด้าง เห็ดตับเต่า เห็ดเป็นอาหารที่หาซื้อได้ง่ายตลอดทั้งปี มีจำหน่อยทั้งในแบบสด แบบแห้ง และบรรจุกระป๋อง
นอกจากหาได้ง่ายแล้ว เห็ดยังสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำไปทอด ย่าง แกง ต้ม ผัด ลวก อบ และยังสามารถใช้แทนเนื้อสัตว์สำหรับเมนูมังสวิรัติ หรืออาหารเจได้เป็นอย่างดี แต่หากต้องการใช้เห็ดเป็นอาหารจานลดน้ำหนัก ก็ควรพิจารณาปรุงเห็ดด้วยกรรมวิธีที่ใช้น้ำมันน้อย และมีแป้งเป็นส่วนประกอบไม่มาก
เรามาดูกันว่ามีเห็ดชนิดไหนกันบ้างที่นิยมรับประทานกัน

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ
1. เห็ดหอม
ถือว่าเป็นราชาเห็ดซึ่งเห็นหอมประกอบไปด้วยสารอาหารที่ทรงคุณค่ามากมายที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ซึ่งจะทำให้เราหลีกเลี่ยงจากโรคอันตรายต่างๆได้หลายโรค นอกเหนือไปจากสรรพคุณในข้อนี้แล้วเห็ดหอมก็ยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลือดไหลเวียนดี และที่สำคัญเห็ดหอมสามารถนำไปปรุงในซุปและเมนูอาหารเพื่อสุขภาพอื่นๆได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ
2. เห็ดหูหนู
เห็ดหูหนูก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเห็ดที่สามารถนำไปปรุงเมนูอาหารเพื่อสุขภาพได้หลายๆเมนูด้วยกัน โดยสรรพคุณหลักของเห็ดหูหนูก็คือช่วยละลายลิ่มเลือดและลดโอกาสที่จะเกิดลิ่มเลือด ซึ่งการมีลิ่มเลือดเหล่านี้ก็จะทำให้เราได้รับความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายต่างๆนาๆไม่ว่าจะเป็น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองอุดตัน ซึ่งโรคเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นโรคที่จะทำให้เราเสียชีวิตได้อย่างเฉียบพลันได้ทันที เพราะฉะนั้นการที่เราจะหลีกเลี่ยงจากโรคนี้ให้ได้ง่ายที่สุดกืคือการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอย่างเช่นเห็ดหูหนูเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเอง และนอกเหนือจากคุณสมบัติหลักที่ช่วยในเรื่องละลายลิ่มเลือดแล้ว เห็ดหูหนูก็ยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ลดไข้ แก้ไอ ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แก้ร้อนในได้อีกด้วย เรียกได้เลยว่าเห็ดหูหนูนั้นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพครอบจักรวาลเลยทีเดียว

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ
3. เห็ดเข็มทอง
เห็ดเข็มทองถือได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่จะช่วยบำรุงและรักษาปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารได้มากมาย ยกตัวอย่างเข่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคกระเพาะ และที่มากไปกว่านั้นเห็ดเข็มทองสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคตับและช่วยบรรเทาอาการได้อีกด้วย
การเลือกซื้อเห็ดสด ต้องเลือกดูเห็ดที่ใหม่ ไม่มีกล่น หรือเปียกน้ำ ส่วนเห็ดแห้งก็ควรสังเกตดูว่าแห้งจริง ไม่มีเชื้อรา และไม่มีแมลง หากต้องการเก็บรักษาเห็ดสดไว้ ควรตัดรากออก แล้วห่อด้วยกระดาษก่อนใส่ในถุงพลาสติกที่เจาะรูเล็กๆไว้อีกที จะสามารถเก็บไว้ได้ ประมาณ 2-3 วัน แต่หากต้องการเก็บไว้นานกว่านั้นควรต้มแล้วใส่กล่องเก็บไว้ แต่รสชาติของเห็ดที่ได้จะไม่อร่อยเท่ากับการรับประทานเห็ดสดๆ และที่สำคัญการรับประทานเห็ดต้องทำให้สุกก่อนเสมอ เพราะการบริโภคเห็ดสด อาจก่อให้เกิดพิษในร่างกาย อย่างไรก็ตาม เห็ดเป็นอาหารที่ทำให้สุกง่าย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้
อ้างอิง http://www.xn--22c6buahm7b6c3b8g.com/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.html

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ

เห็ดเพื่อสุขภาพยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ
การเลือกซื้อเห็ดสด ต้องเลือกดูเห็ดที่ใหม่ ไม่มีกล่น หรือเปียกน้ำ ส่วนเห็ดแห้งก็ควรสังเกตดูว่าแห้งจริง ไม่มีเชื้อรา และไม่มีแมลง หากต้องการเก็บรักษาเห็ดสดไว้ ควรตัดรากออก แล้วห่อด้วยกระดาษก่อนใส่ในถุงพลาสติกที่เจาะรูเล็กๆไว้อีกที จะสามารถเก็บไว้ได้ ประมาณ 2-3 วัน แต่หากต้องการเก็บไว้นานกว่านั้นควรต้มแล้วใส่กล่องเก็บไว้ แต่รสชาติของเห็ดที่ได้จะไม่อร่อยเท่ากับการรับประทานเห็ดสดๆ และที่สำคัญการรับประทานเห็ดต้องทำให้สุกก่อนเสมอ เพราะการบริโภคเห็ดสด อาจก่อให้เกิดพิษในร่างกาย อย่างไรก็ตาม เห็ดเป็นอาหารที่ทำให้สุกง่าย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้
Categories
บทความ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





















